ฉลากสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ และส่งเสริมกิจกรรม 3R

ฉลากสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ และส่งเสริมกิจกรรม 3R

ฉลากสิ่งแวดล้อม” เป็นกลไกการสื่อสารและบ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ ให้แก่ผู้บริโภครับทราบ เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ผลิตภัณฑ์ที่ท าหน้าที่อย่างเดียวกัน เป็นข้อมูลที่ท าให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม และสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคทรัพยากรของตน ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะได้รับผลประโยชน์ในแง่ก าไร จากการลดต้นทุนที่เกิดจากการลดทรัพยากร พลังงาน และ ของเสีย ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ โดยฉลากสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1. ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ( ISO 14024) เป็นฉลากที่แสดงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะ มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติตรงตามข้อก าหนดโดยองค์กรอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือThird party โดย ยึดหลักการประเมินผลสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Consideration) ในประเทศไทยมีการออกฉลากประเภทที่ 1 คือ “ฉลากเขียว” ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด การผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงประสบปัญหาด้านความหลากหลายของสินค้าและ บริการที่ผ่านการรับรองซึ่งยังมีอยู่ไม่มากในตลาด อีกทั้งมีกระบวนการด าเนินงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว จึงมีการพัฒนาระบบของฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 แทน เพื่อเป็นทางเลือก และช่วยในการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

2. ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 เป็นฉลากที่ผู้ผลิต ผู้จัดจ าหน่าย หรือ ผู้ส่งออก จะเป็นผู้บ่งบอก ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแสดงค่าทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตนเอง (Self-declared Environmental Claims) ซึ่งอาจจะแสดงในรูปของข้อความ หรือสัญลักษณ์ รูปภาพ เช่น การใช้พลังงาน อย่างประหยัด การน ากลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น โดยเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14021 ฉลากแบบที่ 2 นี้จะไม่มี องค์กรกลางในการดูแล แต่ทางผู้ผลิต จะต้องสามารถหาหลักฐานมาแสดงเมื่อมีคนสอบถาม ดังนั้น ฉลาก ประเภทนี้ผู้ผลิตสามารถท าการศึกษาหรือประเมินผลได้ด้วยตนเอง การจัดท าฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 สามารถส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย เช่น อุตสาหกรรม ชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ให้มีความสามารถในการปรับปรุงระบบการผลิต และองค์ความรู้ในเรื่องความเป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนสามารถสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังผู้บริโภค เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการเลือก ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 มีแนวทางการประเมินที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน และสามารถเข้าใจโดยง่าย จึงมีศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติได้จัดท าแนวทางการในการจัดท าฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 และนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา นอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้ และส่งเสริมการด าเนินงานของผู้ประกอบการให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 (ISO14025) เป็นฉลากที่แสดงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อ สิ่งแวดล้อม โดยมีการแสดงข้อมูลสิ่งแวดล้อมโดยรวม (Environmental information) โดยการใช้เครื่องมือ การประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Assessment) เข้ามาประเมิน ตามมาตรฐาน ISO 14040 โดยฉลากแบบที่ 3 นี้มีหน่วยงานอิสระ หรือองค์กรกลางในการท าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะประกาศลงกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต่อไป

        ขั้นตอนการขอติดฉลาก EU Eco-label สามารถขอรับอนุมัติให้ติดฉลากได้โดยผ่านขั้นตอน ต่างๆ ดังนี้ 

1. การยื่นใบสมัครเพื่อขอติดฉลาก EU Eco-label ผู้ผลิต ผู้น าเข้า และผู้จัดจ าหน่ายสินค้าและ บริการ สามารถยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ The EU Eco-label Competent Body ซึ่ง ตั้งอยู่ในประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป

2. การตรวจสอบ The EU Eco-label Competent Body จะตรวจสอบใบสมัครและข้อมูล ต่างๆ ที่ได้รับจากผู้สมัคร โดยใช้ผลการทดสอบจากห้องแล็บอิสระ เพื่อประเมินว่าสินค้าและบริการดังกล่าวมี คุณสมบัติช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่

3. การอนุมัติและแจ้งผล หากสินค้าและบริการนั้นมีคุณสมบัติตรงตามที่ก าหนด The EU Ecolabel Competent Body จะแจ้งผลการอนุมัติให้คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจ ยุโรปทุกประเทศทราบ หากไม่มีเสียงคัดค้าน ผู้สมัครก็จะได้รับการอนุมัติให้ใช้ฉลาก EU Eco-label ได้นาน 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงประกาศให้ทราบในวารสาร Official Journal of the European Communities ขั้นตอนการขออนุมัติติดฉลาก EU Eco-label ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยผู้ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ ฉลาก EU Eco-label จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีในอัตรา 0.15% ของยอดขาย หรือสูงสุดไม่เกิน 25,000 ยูโรต่อปี ให้แก่ The EU Eco-label Competent Body เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้ฉลาก EU Eco-label ส าหรับผู้ผลิต ผู้น าเข้า หรือผู้จัดจ าหน่ายรายใดที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Smalland Medium Enterprises: SMEs) หรือในประเทศก าลังพัฒนา (Developing Countries) จะได้รับการ ลดหย่อนค่าสมัครและค่าธรรมเนียมรายปีในการใช้ฉลาก EU Eco-label ลงอย่างน้อย 25% ของอัตราปกติ

Rating

No votes yet